5 ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อซื้อบ้านมือสอง
บ้านมือสองเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านในทำเลดีด้วยราคาที่ถูกกว่าบ้านใหม่ ส่วนใหญ่เป็นบ้านสามารถเข้าอยู่ได้ทันที แต่ในความสะดวกนั้นก็มีเรื่องที่ต้องระวังไม่น้อย หลายคนตัดสินใจซื้อด้วยความรู้สึกว่า “บ้านยังดูดี ไม่มีอะไรน่าห่วง” แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ประสบปัญหาเรื่อง ระบบภายใน และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่ตามมาโดยไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะบ้านที่มีอายุการใช้งานมานานกว่า 15-20 ปีขึ้นไป อาจเกิดการทรุดตัวของฐานราก เสา หรือคาน โดยสามารถสังเกตได้จากรอยร้าวแนวทแยงตามผนัง รอยแตกที่กว้างเกินประมาณ 3 มิลลิเมตร หรือพื้นบ้านที่เดินแล้วรู้สึกเอียง แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นรอยร้าวเล็ก ๆ เหล่านี้ส่งผลต่อโครงสร้างโดยตรง ปัญหาโครงสร้างเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง การตรวจสอบบ้านให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อจะช่วยให้คุณประเมินค่าใช้จ่ายรวม และนำไปต่อรองราคาก่อนโอนได้นั่นเอง วันนี้ บางกอก แอสเซทฯ จึงจะพาไป ทำความรู้จักกับ 5 ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อซื้อบ้านมือสอง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และลดความเสี่ยงได้ในระยะยาว
1. โครงสร้างบ้านทรุดและรอยแตกร้าวตามผนัง
บ้านที่ใช้งานมานานอาจเริ่มมีปัญหาเรื่องเสา คาน หรือฐานรากทรุดตัว ซึ่งมักไม่แสดงอาการชัดเจนตั้งแต่แรก บ้านมือสองหลายหลังถูกทาสีใหม่เพื่อผิดทับร้อยร้าว ซ่อนปัญหาโครงสร้างไว้ภายใน อาจจะทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่ทันได้สังเกต ซึ่งอีกสัญญาณที่ควรสังเกตคือประตูหรือหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท รวมถึงบางพื้นบ้านที่ในบ้านที่เดินแล้วรู้สึกเอียง
อีกหนึ่งวิธีเช็คง่าย ๆ คือใช้ลูกบอลวางบนพื้น หากพื้นไม่ราบ ลูกบอลจะกลิ้งไปทางเดียวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต้องบอกเลยว่าปัญหาโครงสร้างเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะหากปล่อยไว้นานอาจลุกลาม และส่งผลต่อความแข็งแรงของบ้านทั้งหลัง ได้
2. ระบบน้ำรั่วซึม และหลังคารั่ว
และอีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกของบ้านมือสองที่หลายคนเจอหลังเข้าอยู่จริง โดยผนังบ้านเริ่มมีรอยสีเข้มหรือเริ่มลอกเป็นขุย รวมถึงกลิ่นอับชื้นในบางห้อง ล้วนเป็นสัญญาณว่าบ้านอาจมีน้ำรั่วซึมสะสมมานาน หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าน้ำจะค่อย ๆ กัดกร่อนโครงสร้าง ทำให้ผนังบวม ฝ้าเพดานพัง หรือเกิดเชื้อราที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย วิธีเช็คเบื้องต้นคือเปิดก๊อกน้ำทุกจุดพร้อมกันเพื่อดูแรงดัน และตรวจใต้อ่างล้างหน้า ใต้ซิงค์ครัว รวมถึงท่อน้ำทิ้งทุกห้องให้ละเอียด เพราะปัญหาน้ำรั่วมักเริ่มจากจุดเล็ก ๆ แต่ลุกลามได้เร็ว และกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ในอนาคต
3. ระบบไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพ
เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็เป็นปัญหาที่อันตรายมากไม่แพ้กันเลย สำหรับบ้านที่ใช้งานมากกว่า 15–20 ปี สายไฟมักเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน หรืออาจใช้เบรกเกอร์รุ่นเก่าที่ไม่สามารถตัดไฟอัตโนมัติได้ทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติ
โดยสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือไฟกระพริบ ปลั๊กหลวม หรือมีกลิ่นไหม้อ่อน ๆ เวลาใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลายจุด วิธีเช็คเบื้องต้นคือใช้ไขควงวัดไฟตรวจทุกปลั๊ก และถ้าหากมีความรู้เรื่องไฟฟ้าเบื้องต้น ก็สามารถเปิดตู้เมนดูว่าระบบไฟได้รับการอัพเกรดแล้วหรือไม่ เพราะหากระบบไฟไม่พร้อม นอกจากจะสร้างความรำคาญในการใช้งานแล้ว ยังเสี่ยงต่อไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัย ซึ่งเป็นความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้เมื่อเกิดขึ้นจริง ซึ่งถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนสายไฟใหม่ทั้งหลัง อาจต้องเตรียมงบถึง 40,000-100,000 บาทเลยทีเดียว
4. ปัญหาปลวกและแมลงรบกวน
ปลวกเป็นศัตรูเงียบของบ้านมือสอง เพราะมักซ่อนตัวอยู่ภายในจนกว่าเราจะเข้าอยู่อาศัยจริง หลายบ้านดูเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์ยังสวย แต่ภายในอาจถูกปลวกแทะกินไปแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วเราสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ดังนี้
- ขี้ปลวกมักมีสีน้ำตาลคล้ายผงไม้ตามมุมห้อง
- เสียงตุบ ๆ เมื่อเคาะไม้หรือเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน
- รอยกัดหรือรอยรั่วผิดปกติบนไม้
- ปีกปลวกร่วงอยู่ตามพื้น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน
โดยค่ากำจัดปลวกมักจะเริ่มต้นที่ 15,000-40,000 บาท (ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม) แต่ถ้าโครงสร้างไม้เสียหายจนต้องเปลี่ยนใหม่อาจเพิ่มอีกกว่า 50,000 บาท
5. เรื่องกรรมสิทธิ์และหนี้สินค้างชำระ
หลายคนที่เพิ่งซื้อบ้านครั้งแรก อาจตื่นเต้นกับบ้านที่ชอบจนลืมตรวจสอบเอกสารให้ถี่ถ้วน ลืมขอดูโฉนดที่ดินตัวจริง และไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินว่าที่ผืนนี้มีภาระผูกพันหรือไม่ หากบ้านอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรต้องขอใบปลดหนี้จากนิติบุคคลเพื่อยืนยันว่าไม่มีค่าส่วนกลางค้างชำระ บางรายพบว่าเจ้าของไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์จริง หรือโฉนดติดจำนองธนาคาร ปัญหาเหล่านี้จะทำให้คุณไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรืออาจหมายถึงคุณต้องชดใช้หนี้แทนเจ้าของเดิมนั่นเอง

สุดท้ายนี้ การซื้อบ้านมือสองอาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนจินตนาการ แต่ต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน และ บางกอก แอสเซทฯ ขอแนะนำให้พาช่างมืออาชีพมาร่วมตรวจสอบด้วย และแน่นอนว่าผู้ซื้อควรเผื่องบประมาณสำหรับการซ่อมแซมไว้ประมาณ 20-30% ของราคาบ้าน หรือถ้าหากพบปัญหาก็สามารถนำมาเป็นข้อต่อรองราคา หรือขอให้เจ้าของซ่อมให้ก่อนตัดสินใจโอนได้ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ระบุเงื่อนไขชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังด้วย