วางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้คนที่รัก ควรให้ในตอนมีชีวิตอยู่ หรือ รอให้เป็นมรดก

วางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้คนที่รัก ควรให้ในตอนมีชีวิตอยู่ หรือ รอให้เป็นมรดก

ความรู้เรื่องบ้าน26/02/2026

ในยุคที่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีการปรับปรุงเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างคุ้มค่า การวางแผนส่งต่อ "อสังหาริมทรัพย์" จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความรักหรือความห่วงใยจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น “กลยุทธ์ทางการเงินและกฎหมาย” ที่เจ้าของทรัพย์สินต้องคิดให้รอบด้าน คำถามยอดฮิตที่สร้างความหนักใจให้พ่อแม่ทั่วประเทศคือ “ควรโอนให้ลูกตอนนี้เลย หรือรอให้เป็นมรดกตอนเราไม่อยู่แล้ว แบบไหนจะคุ้มค่าและปลอดภัยกว่ากัน?” บทความนี้จะพาไปเปรียบเทียบอย่างละเอียดในทุกมิติ ทั้งในมุมของค่าใช้จ่าย ภาษี ความยืดหยุ่นทางกฎหมาย และความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต เพื่อให้คุณตัดสินใจส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างแม่นยำที่สุด

การให้ตอนยังมีชีวิต รวดเร็วแต่มีราคาที่ต้องจ่าย
การโอนทรัพย์สินให้บุตรในขณะที่พ่อแม่ยังมีลมหายใจ ในทางกฎหมายเรียกว่า "การให้โดยเสน่หา" ซึ่งเป็นการทำสัญญาส่งมอบกรรมสิทธิ์โดยมีผลทันทีเมื่อจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ในมุมของกฎหมาย
การให้ (โดยเสน่หา) คือสัญญาที่ผู้ให้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้รับในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และผู้รับยอมรับการให้ เมื่อจดทะเบียนโอนเสร็จสิ้น กรรมสิทธิ์จะเปลี่ยนมือทันที หรือถ้าคิดง่าย ๆ คือ เมื่อโอนแล้ว ผู้ให้หมดสิทธิ์ในทรัพย์นั้นทันที ไม่สามารถขาย จำนอง หรือจัดการทรัพย์สินได้อีก

ค่าใช้จ่ายกรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูก
กรณีพ่อแม่โอนที่ดินหรือบ้านให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ค่าใช้จ่ายที่สำนักงานที่ดินมีดังนี้
- ค่าธรรมเนียมการโอน 0.5% ของราคาประเมิน
- ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาประเมิน
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Gift Tax) 5% เฉพาะส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้รับการยกเว้น (กรณีพ่อแม่ให้ลูก)

ตัวอย่าง 
หากคุณพ่อโอนบ้านพร้อมที่ดินราคาประเมิน 10 ล้านบาทให้ลูกสาว จะเสียค่าธรรมเนียมการโอน 50,000 บาท และค่าอากรแสตมป์ 50,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท (ประมาณ 1% ของมูลค่าทรัพย์สิน) โดยไม่ต้องเสียภาษีการให้เพราะไม่เกิน 20 ล้านบาท

เทคนิคการทยอยโอนพื่อเลี่ยง Gift Tax
เจ้าของทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงสามารถใช้วิธี “ทยอยโอนปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท” เพื่อลดภาระภาษีการให้ เพราะส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีจะไม่ถูกเก็บ Gift Tax 5% ซึ่งเป็นอีกเทคนิคที่ช่วยลดภาระภาษีที่นิยมอย่างมากในครอบครัวที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก

ความเสี่ยงและสิทธิ์ทางกฎหมาย
เมื่อโอนแล้ว ผู้ให้จะหมดสิทธิ์จัดการทรัพย์สินทันที หากลูกนำไปขายทอดตลาดหรือจำนอง พ่อแม่ก็ไม่สามารถคัดค้านได้ เว้นแต่จะมีการจดทะเบียน "สิทธิเก็บกิน" ไว้ ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่ยังคงมีสิทธิอาศัยหรือเก็บค่าเช่าได้จนกว่าจะเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ฟ้อง "ถอนคืนการให้" ได้หากผู้รับประพฤติเนรคุณ เช่น ทำร้ายร่างกาย หมิ่นประมาทร้ายแรง (เช่น ด่าทอหยาบคาย) หรือไม่เลี้ยงดูผู้ให้เมื่อยามยากไร้

เอกสารที่ต้องใช้ในการโอน
- โฉนดที่ดินฉบับจริง
- บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านผู้ให้และผู้รับ
- หนังสือยินยอมคู่สมรส (ถ้ามี)
- สูติบัตร (กรณีแสดงความสัมพันธ์พ่อแม่-ลูก)
มรดก การส่งต่อหลังลาจาก ประหยัดกว่าแต่ต้องเตรียมพินัยกรรม การส่งต่อทรัพย์สินหลังเสียชีวิต หรือที่เรียกว่า "มรดก" เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจว่าจะมีที่อยู่อาศัยไปจนวาระสุดท้าย

ในมุมของกฎหมาย
มรดก คือทรัพย์สินที่ตกทอดสู่ทายาทเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต โดยการโอนจะเป็นไปตามพินัยกรรม หรือหากไม่มีพินัยกรรม จะเป็นไปตามลำดับทายาทโดยธรรม ข้อได้เปรียบสำคัญคือ เจ้าของทรัพย์ยังคงมีกรรมสิทธิ์เต็มที่จนวาระสุดท้าย


ค่าใช้จ่ายในการโอนมรดก
กรณีทายาทโดยธรรม (เช่น บุตร คู่สมรส) โอนอสังหาริมทรัพย์จะเสีย ค่าธรรมเนียมการโอน 0.5%
- ค่าอากรแสตมป์ จะได้รับการยกเว้น
- ภาษีเงินได้ จะได้รับการยกเว้น
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ จะได้รับการยกเว้น
หากทรัพย์สินมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท มรดก จะประหยัดกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 0.5%


ภาษีมรดก (Inheritance Tax)
ภาษีมรดกจะจัดเก็บเมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท
- 5% สำหรับทายาทโดยตรง (เช่น บุตร)
- 10% สำหรับบุคคลอื่น
ข้อยกเว้นที่ควรทราบ "คู่สมรส" ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก 100% (ไม่ว่าจะได้รับกี่ร้อยล้านก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดก) ดังนั้น หากทรัพย์สินของคุณมูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท การรอให้เป็นมรดกจะเสียเพียงค่าธรรมเนียม 0.5% เท่านั้น ซึ่งประหยัดกว่าการโอนตอนมีชีวิตถึงเท่าตัว


3 ข้อ ที่จะช่วยวางการจัดการมรดกแบบไม่ยุ่งยาก
1. จัดทำบัญชีทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ
ปัจจุบันสามารถใช้แอปพลิเคชันจัดการการเงิน เช่น Happy Money (โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) เพื่อรวบรวมรายการทรัพย์สิน หนี้สิน และผู้รับผลประโยชน์ ทำให้ทายาทเข้าใจภาพรวมทรัพย์สินได้ชัดเจน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการทำพินัยกรรม เพื่อป้องกันการตกหล่นของทรัพย์สินที่ทายาทอาจไม่ทราบ (เช่น บัญชีออนไลน์ หรือพอร์ตลงทุน)

2. ทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
พินัยกรรมมีหลายรูปแบบ เช่น
- แบบเขียนเองทั้งฉบับ 
ต้องเขียนด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับ ห้ามพิมพ์ และไม่จำเป็นต้องมีพยาน
- แบบมีพยาน 
จะพิมพ์หรือเขียนก็ได้ แต่ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงลายมือชื่อพร้อมกัน
- แบบทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน (ฝ่ายปกครอง)
ทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน (นายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต) มีความน่าเชื่อถือสูงสุดและคัดค้านได้ยากที่สุด

3. ใช้ประกันชีวิตควบคู่การลงทุน (Unit-Linked)
ประกันชีวิตแบบควบการลงทุนเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการส่งต่อความมั่งคั่ง เงินผลประโยชน์จากการเสียชีวิต (Death Benefit) จากกรมธรรม์ประกันชีวิต จึงไม่ถือเป็นมรดก ตามกฎหมาย (เพราะเป็นเงินที่เกิดขึ้นหลังเสียชีวิต) จึงส่งตรงถึงผู้รับผลประโยชน์ทันทีโดยไม่ต้องรอผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สิน และอาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม โดยเบี้ยประกันส่วนที่เป็นค่าคุ้มครอง และค่าธรรมเนียม (ไม่ใช่ส่วนเงินลงทุน) สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุด 100,000 บาท

สุดท้าย การเลือกการให้หรือมรดกไม่ได้มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับขนาดทรัพย์สิน โครงสร้างครอบครัว และระดับความพร้อมในการวางแผน หากทรัพย์สินมีมูลค่าสูงหรือมีโครงสร้างซับซ้อน ควรปรึกษาทนายความหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะการตัดสินใจวันนี้ อาจกำหนดความมั่นคงของครอบครัวไปอีกหลายรุ่นต่อจากนี้นั่นเอง
Tags: #โอนที่ดินให้ลูก #ภาษีมรดก #โอนที่ดิน2569 #ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน #วางแผนมรดก

บทความความรู้เรื่องบ้านน่าอ่าน